• ขอนแก่น

ปิดฉากจบ “สารวัตร” บุกพังร้านอาหาร เจรจาลงตัว-จ่ายชดใช้ให้

เจ้าของร้านอาหาร ย่านแหลมแม่พิมพ์ ยอมเจรจาค่าเสียหายกับตัวแทน “สารวัตรกำนันเอ๋” ต่อหน้าตำรวจนานถึง 3 ชั่วโมง สรุปปปิดฉากยอมชดใช้ค่าเสียหาย 40,000 เสียค่าปรับ 1,000 บาท

น.ส.ปูชิกา อายุ 23 ปี เจ้าของร้านอาหาร ออเร้นท์สตาร์ ริมหาดแหลมแม่พิมพ์ จ.ระยอง พร้อมด้วย น.ส.ธัญญามล ผู้ดูแลร้าน และครอบครัวได้เดินทางมายัง สภ.บ้านกล่ำ เพื่อเจรจาตกลงค่าเสียหายกับฝ่าย “สารวัตรกำนันเอ๋” ซึ่งส่งตัวแทนมาพูดคุย ต่อหน้า ร.ต.อ.สายัณห์ ปัญจรักษ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.บ้านกล่ำ อ.แกลง จ.ระยอง เจ้าของคดี

น.ส.ธัญญามล ผู้ดูแลร้าน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ร้านร่วมหุ้นกันในครอบครัว ไม่มีคนอื่นพอมาเจอเรื่องแบบนี้ ก็ต่างรู้สึกหวาดกลัว สารวัตรเอ๋ ที่บุกมาพร้อมกับรถ 2 คัน และคนอีก 10 กว่าคน อ้างตัวว่าเป็น สารวัตร ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อเดินไปนั่งโต๊ะและสั่งอาหารและเครื่องดื่ม รวมบิล 6,843 บาท ไม่กลับไปจ่ายตามบิล เริ่มทุ่มโต๊ะเก้าอี้ พังร้านและประกาศไม่ให้เปิดร้านอีก ทำให้ทุกคนหวาดกลัวมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำมาหากินกันอย่างไรต่อไป ใจจริงก็อยากให้เรื่องตกลงเคลียร์กันได้ สร้างความมั่นใจว่าทางร้านจะไม่ได้รับอันตราย ขอให้เปิดร้านทำมาหากินได้ก็พอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกันอยู่ภายในห้องพนักงานสอบสวน ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง โดยมีพ่อแม่ ของ น.ส.ปูชิกา เจ้าของร้าน มาเป็นแกนนำในการเจรจา ทั้งสองฝ่ายตกลงจ่ายค่าชดใช้ให้ผู้เสียหาย กรณีทำให้เสียทรัพย์ เป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมค่าอาหารเครื่องดื่มที่นั่งกินในวันเกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่มีการข่มขู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้จ่ายค่าปรับ 1,000 บาท นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเพิ่มทราบว่า ต่างเป็นญาติพี่น้องกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่ว่ารุ่นลูกหลานไม่รู้จักกัน เมื่อพูดคุยกันได้ก็เกิดความเข้าใจ ก็ทำให้ไม่มีการเอาเรื่องและจบเรื่องบาดหมางลงในที่สุด

สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา สารวัตรกำนันเอ๋ ได้พาเพื่อนๆ มากินเลี้ยงที่ร้านอาหารดังกล่าว แต่ปรากฏว่ามีการปะทะคารมกับโต๊ะข้างๆ ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม สารวัตรเอ๋และพรรคพวกได้มาที่ร้านอีกครั้ง เพื่อจะขอโทษเจ้าของร้านที่เป็นชาวต่างชาติ แต่ฝ่ายนั้นไม่อยู่ ทำให้เกิดการพูดคุยไม่รู้เรื่องและบานปลายเป็นเหตุการณ์ทำลายข้าวของในที่สุด